นิทาน...Beauty Birdy

posted on 28 Oct 2012 16:36 by darkuril in fiction directory Fiction, Diary

Beauty Birdy

 


เครดิตภาพ: deviantart.net 


นกน้อยลืมตาตื่นขึ้น...

และพบว่ามันเป็นนกที่สวยที่สุดในโลก

ไม่ใช่แค่แม่ของมันที่ชมมันแบบนั้น

พี่ของมัน น้องของมัน ต่างก็ชมมันแบบนั้นเช่นกัน

ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ตัวไหน ต่างก็เอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่า

 

 

“...เจ้าช่างงดงามเหลือเกิน...”

 

เมื่อนกน้อยโตขึ้นและเริ่มบินได้ ทุกๆหนแห่งที่มันบินไป ทุกๆแห่งหนที่มันเดินทางผ่าน ผู้ที่ได้พบเห็นต่างก็พากันชื่นชม แซ่ซ้อง สรรเสริญ ยินดีในความสวยงามของมัน   ทุกวัน จะมีผลไม้มากมายมาวางให้ถึงที่ จะมีหนอนตัวอ้วนพีมาป้อนให้ถึงปาก มันแสนจะมีความสุข แต่ในขณะเดียวกัน...มันก็ไม่มีความสุขเอาเสียเลย

 

 

วันหนึ่ง...หลังจากที่คิดใคร่ครวญอยู่นาน นกน้อยตัดสินใจบอกแม่และพี่น้อง...ว่ามันจะออกเดินทางไกล...

 

 

“เจ้าเป็นนกที่สวยที่สุดในโลก ทุกคนต่างก็รักเจ้า...แล้วเจ้าจะออกเดินทางไกลไปทำไม?”  แม่ถามด้วยน้ำตานองหน้า พี่ของมัน น้องของมันเองต่างก็ถามแบบนั้นเช่นกัน ก่อนจะพากันร่ำไห้

 

 

“ข้าก็แค่อยากตามหาอะไรบางอย่าง...”  นกน้อยตอบ และโดยที่ไม่ลังเล มันบินออกจากรังทันที ไม่สนใจสรรพสัตว์ทั้งหลายซึ่งพากันร้องไห้คร่ำครวญไปทุกที่ที่มันบินผ่าน ร้องขอไม่ให้นกแสนสวยจากพวกเขาไป

 

 

นกน้อยบินมุ่งหน้าไปทางเหนือโดยไม่หยุดพัก ระหว่างทาง นอกจากเมฆสีขาวปุย นกน้อยเจอนกอื่นบ้างประปราย นกพวกนั้นต่างก็จ้องมองมันอย่างตกตะลึง บ้างก็ชี้ชวนให้พรรคพวกดู บ้างก็เข้ามาขอความรัก แต่มันปฏิเสธ บินหนี ไม่ข้องแวะกับใคร ได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาเดินทางต่อไปเรื่อยๆ เพราะรู้ดีว่าจะไม่มีวันได้คำตอบที่ตามหาจากพวกเขาแน่

 

 

นกน้อยเดินทางไกลจนเหนื่อยล้า และในที่สุดก็มาหยุดอยู่ที่บ้านเล็กๆหลังหนึ่งซึ่งตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวท่ามกลางสวนเขียวขจี

 

มันร่อนลงเกาะที่กิ่งของต้นไม้ใกล้ๆ ตั้งใจจะพักครู่หนึ่ง ในขณะเดียวกันดวงตาของมันก็จับจ้องมองบ้านหลังนั้นด้วยความประหลาดใจ...บ้านทั้งหลังทำขึ้นจากกระจกใส ทำให้สามารถมองเห็นภายในได้อย่างชัดเจน...

 

 

ข้างในบ้านหลังนั้น...มันเห็นเด็กชายคนหนึ่ง...ผิวของเขาเป็นสีขาวบริสุทธิ์ราวกับหิมะ หากแต่พวงแก้มเป็นสีชมพูราวกุหลาบแรกแย้ม เขาส่งยิ้มอย่างเริงร่าไปยังบรรดานกกระจอกสีน้ำตาลอ่อนซึ่งเกาะอยู่รอบกาย และนกพวกนั้นเองก็ส่งยิ้มให้เขากลับเช่นกัน ก่อนจะพากันจิกกินเมล็ดข้าวที่เขาโปรยให้

 

 

“ใจดีใช่ไหมล่ะ...เด็กคนนั้น โอ ข้ารักเขาเหลือเกิน...”  นกพิราบสีฝุ่นดูมอมแมมตัวหนึ่งซึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้ไม่ใกล้ไม่ไกลจากนกน้อยนักรำพึงขึ้นด้วยความซาบซึ้งใจ ก่อนจะบินไปร่วมจิกกินเมล็ดขาวของเด็กชายด้วย  “กับนกขี้ริ้วอย่างพวกข้า เขายังมีเมตตา...”

 

 

นกน้อยตะลึงงันทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น มันลืมความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไปจนหมดสิ้น และโดยที่ไม่รู้ตัว มันได้กางปีกออก โผบินเข้าหาเด็กชายคนนั้นโดยเร็วราวกับผู้ซึ่งค้นพบของรักที่ตัวเองเฝ้าตามหาเนิ่นนาน จึงจำต้องคว้ามันไว้ให้เร็วที่สุดเมื่อได้พบเจอ...

 

 

โชคร้ายที่มันลืมไปว่าเด็กชายอาศัยอยู่ในบ้านกระจก หัวของมันจึงกระแทกเข้ากับกระจกอย่างแรงจนคอหัก แทบหมดลมหายใจในทันใด

 

 

เด็กชายได้ยินเสียงดัง เขาจึงรีบวิ่งออกมาดู ก่อนจะพบนกน้อยนอนอ้าปากหายใจอย่างไร้เรี่ยวแรงอยู่บนพื้น เท้าเล็กๆหยุดลงตรงหน้า ก่อนที่เจ้าของจะย่อตัวลงมา ใช้มือทั้งสองข้างช้อนประคองนกน้อยไว้อย่างช้าๆ และแสนอ่อนโยน...

 

 

“...เจ้ากำลังจะตายหรือ...?”  เสียงเล็กๆถามแผ่วเบา ดวงตากลมโตคลอหน่วยไปด้วยหยาดน้ำตา นกน้อยรู้สึกตื้นตันใจอย่างบอกไม่ถูกที่ถึงแม้จะเพิ่งพบกัน เด็กชายก็ร้องไห้ให้กับความตายของนกแปลกหน้าอย่างมัน...มันคิดว่า...ดีแล้วที่ตัดสินใจออกเดินทางไกล...ดีแล้วที่ได้เจอเด็กคนนี้...มันไม่เสียใจเลยหากจะต้องตายลงตรงนี้...เพราะมันคิดว่ามันได้คำตอบแล้ว...

 

 

แล้วเด็กชายก็สะอึกอื้น เอ่ยคำตอบที่แท้ออกมาในวินาทีสุดท้ายที่ลมหายใจของมันหลุดลอยออกจากร่าง

 

 

“...เสียดายจัง...”  หยาดน้ำใสหยดลงบนตัวนกน้อยจนเปียกชุ่ม  “...เจ้าเป็นนกที่สวยที่สุดเท่าที่เราเคยเห็นมาแท้ๆ”

 

 

...จากนั้นนกน้อยก็หลับตาลง

พร้อมคำอธิษฐานที่หลุดลอย

...หากมีโอกาสได้ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง...และอีกสักกี่ครั้ง

 

 

 

มันอธิษฐาน...ให้ตัวเองไม่ใช่นกที่สวยที่สุดในโลกอีกต่อไป...

Fin/

 




"Beauty is sin..."

เรื่องนี้เกิดขึ้นจากเค้าโครงเรื่องจริง  มีนกตัวหนึ่ง ไม่รู้พันธุ์อะไร แต่เป็นนกที่สวยมากแบบที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนในชีวิต
มันบินมาทางบ้านเรา ชนประตูกระจก...แล้วก็ตายอยู่ตรงนั้น...
ไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากไหน (แน่ล่ะ) แล้วทำไมจู่ๆถึงได้พุ่งเข้าใส่กระจก
ทุกอย่างคลุมเครือ เป็นปริศนา ไม่มีอะไรชัดเจน...แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เราแน่ใจมาก...
คือคำพูดของคนที่มาเห็นศพของมันเข้า แล้วก็รำพึงขึ้นมาด้วยความเสียดายว่า
"ไม่น่าตายเลย สวยออกอย่างนี้"
น่าแปลกที่คำพูดนั้นสะกิดให้เราตระหนักได้ว่าตัวเองก็กำลังคิดแบบเดียวกันอยู่...และพอลองคิดดูให้ดีอีกที ก็พบว่าความคิดนี้เป็นความคิดที่ไม่ดีเอาซะเลย...ถ้านกตัวนั้นรู้เข้าจะรู้สึกอย่างไรหนอ ว่าที่คนไม่อยากให้มันตาย...เพราะมันสวย

แล้วถ้านกที่ตายไม่สวยล่ะ?...เป็นนกที่อัปลักษณ์มากๆล่ะ?...เราจะเสียใจกับการตายของมัน เท่าที่เราเสียใจกับการตายของนกตัวนี้ไหม?  และเพราะอะไรพวกเราถึงได้รู้สึกแบบนั้น?? 

นั่นเป็นคำถามที่เราถามตัวเองตอนเขียนเรื่องนี้.....แล้วคนอ่าน คิดอย่างไรบ้างคะ?

Comment

Comment:

Tweet

ไม่รู้จะบอกความรู้สึกยังไงดีเหมือนกันค่ะ
อาจไม่ใช่ความเสียใจ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้สึกอะไรเลยแน่ๆ
ความสวยงามคงไม่ใช่ทุกสิ่ง แต่ความฉาบฉวยมักทำให้เราหลงมองบางสิ่งอย่างประเมินค่าความสวยงามนั้น
ส่วนตัวครั้งหนึ่งเคยเห็นนกพิราบนอนตายอยู่ที่ระเบียง จำได้ว่าตกใจมากจนไม่กล้ามองภาพชัดๆ ..หดหู่ไปหลายวันเลยค่ะ

#1 By L(ove)rain on 2012-10-29 04:42